NOWAYLOSS
ทัก LINE

ARM STORY

กว่าจะมาถึงวันที่สร้างระบบของตัวเอง

หน้านี้ไม่ได้ทำไว้เพื่อให้ชีวิตดูสวย แต่ทำไว้เพื่อเล่าว่า ก่อนจะมี NO WAY LOSS ก่อนจะมีคลาส ก่อนจะมีทีม มันมีวันที่ต้องลองผิด ล้ม เริ่มใหม่ และเก็บบทเรียนจากของจริงมาก่อน

ดู 1 รูป 1 เรื่องราว → กลับหน้าเราเป็นใคร
Arm
ไม่ใช่ทุกช่วงของชีวิตจะดูเหมือนวันที่คนอื่นเห็น บางรูปคือวันที่ยังไม่มีคำตอบ บางรูปคือวันที่เริ่มเห็นทาง และบางรูปคือหลักฐานว่าเส้นทางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว

STORY TIMELINE

ชีวิตจริง ก่อนจะมาถึงคำว่า Master

แต่ละช่วงคือภาพหนึ่งใบกับเรื่องหนึ่งบท พื้นที่นี้เตรียมไว้ให้ใส่เรื่องจริงของอาร์มทีละช่วง โดยให้รูปพาอารมณ์ และให้ข้อความเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

อาร์มช่วงทำงานใช้แรง
01

จุดเริ่มต้น

วันที่ผมใช้แรงทั้งวัน แลกเงิน 350 บาท

ตอนนั้นชีวิตผมไม่มีคำว่าทางเลือกมากนัก ตื่นเช้าไปไถนา ทำงานกลางแดด เหงื่อออกตั้งแต่ยังไม่เที่ยง บางวันเหนื่อยจนแขนแทบยกไม่ขึ้น แต่ก็ต้องฝืนทำต่อ เพราะถ้าหยุด...ก็ไม่มีเงิน

ค่าแรงวันละ 350 บาท ฟังดูเหมือนไม่มาก แต่สำหรับผมตอนนั้น มันคือเงินที่ต้องเอาไปต่อชีวิต ต้องคิดทุกบาทว่าจะพอค่ากิน พอค่าอยู่ หรือพอให้พรุ่งนี้ยังไปต่อได้ไหม

สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่มันคือความรู้สึกว่า ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน ชีวิตก็ยังเหมือนเดิม ทำงานจนหมดแรงทุกวัน แต่ปลายทางก็ยังมองไม่เห็นว่าจะดีขึ้นยังไง

ช่วงนั้นสอนให้ผมรู้ว่า คนที่ไม่มีทางเลือก จะต้องแลกทุกอย่างด้วยแรงตัวเอง

อาร์มช่วงนั่งรถไฟเข้ามาหางาน
02

วันที่ต้องดิ้นรนต่อ

ผมนั่งรถไฟเข้ามาหางาน พร้อมเงินที่แทบไม่พอให้มีชีวิตอยู่

มีช่วงหนึ่งในชีวิต ผมต้องนั่งรถไฟเข้ามาทำงาน ในกระเป๋าแทบไม่มีเงินติดตัว บางวันไม่ใช่แค่ไม่มีของดี ๆ กิน แต่คือกินมาม่าติดกัน 3 วัน เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ผมพอจ่ายไหว

ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี มันไม่ใช่แค่ความหิว แต่มันคือความกดดันในใจว่า ถ้าวันนี้ยังเอาตัวเองไม่รอด แล้ววันข้างหน้าจะเป็นยังไง

ทุกครั้งที่นั่งรถไฟ ผมไม่ได้แค่นั่งเดินทางไปทำงาน แต่ผมนั่งไปพร้อมกับความหวังเล็ก ๆ ว่าชีวิตมันต้องมีอะไรที่ดีกว่านี้ ต้องมีสักวันที่ผมไม่ต้องมานั่งกังวลว่า วันนี้จะมีเงินพอกินข้าวหรือเปล่า

ตอนนั้นผมเริ่มเข้าใจว่า ถ้ายังใช้ชีวิตแบบเดิม สุดท้ายชีวิตก็คงวนอยู่ที่เดิม

ช่วงชีวิตที่หนักของอาร์ม
03

กลับมาเรียนอีกครั้ง

กลับมาเรียนอีกครั้ง เพราะรู้ว่าแรงอย่างเดียวพาไปได้ไม่ไกล

หลังจากทำงานมาหลายอย่าง ผมเริ่มรู้ว่าถ้ามีแค่แรงกับความขยัน ชีวิตก็คงไปได้ไม่ไกลกว่านี้ ผมเลยกลับมาเรียนภาษาเพิ่ม เพราะอยากเพิ่มทักษะให้ตัวเอง

ตอนนั้นยังไม่ได้รู้หรอกว่ามันจะพาไปถึงไหน แค่รู้ว่า ถ้าไม่เพิ่มอะไรให้ตัวเอง ชีวิตก็คงวนอยู่แบบเดิม

ผมเริ่มเข้าใจว่า ถ้าอยากให้ชีวิตเปลี่ยน ตัวเราต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นก่อน

วันที่อาร์มต้องยืนกับตัวเอง
04

ชีวิตพนักงานครัว

ได้เงินเดือนแล้ว แต่ชีวิตก็ยังไม่เหลืออะไร

ตอนนั้นผมได้ทำงานเป็นเชฟร้านอาหาร เงินเดือนประมาณ 13,000 บาท ทำงานจนเหนื่อยมาก บางวันที่ลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่รู้สึกคือไม่อยากลุก แต่สุดท้ายก็ต้องลุก เพราะถ้าไม่ไปทำงาน ก็ไม่มีเงิน

เงินเดือนออกทุกเดือน แต่แทบไม่เคยเหลือ ชีวิตเหมือนใช้แรงทั้งเดือนเพื่อรอเงินก้อนหนึ่ง แล้วเงินก้อนนั้นก็หายไปกับค่าใช้จ่าย เดือนใหม่ก็เริ่มใหม่ เหนื่อยเหมือนเดิม เงินก็ยังไม่เหลือเหมือนเดิม

ตอนนั้นผมเริ่มกลัวว่า ถ้าชีวิตเป็นแบบนี้ต่อไป อีกสิบปีก็คงไม่ได้ต่างจากวันนี้

อาร์มกำลังสอน
05

ขยันขึ้น แต่ยังติดเพดาน

ผมขยันขึ้น กลับบ้านดึกขึ้น แต่ชีวิตยังอยู่ที่เดิม

หลังจากนั้นผมมาทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ เงินเดือนประมาณ 14,000 บาท ผมทำเต็มที่ ขยัน และกลับบ้านดึก ตอนนั้นคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าขยันกว่าคนอื่น ชีวิตน่าจะดีขึ้น

แต่พอเวลาผ่านไป ผมเริ่มเห็นความจริงอีกแบบ ต่อให้ขยันแค่ไหน ผมก็ยังเป็นลูกจ้าง เวลาของผมยังถูกแลกเป็นเงินเดือน และถ้าวันหนึ่งผมหยุดทำงาน รายได้ก็หยุดตามไปด้วย

ผมไม่ได้เกลียดการทำงาน แต่เริ่มถามตัวเองว่า ถ้าขยันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วปลายทางยังเหมือนเดิม ผมกำลังวิ่งไปหาอะไรอยู่

ผมเริ่มรู้ว่า ความขยันอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าเราจะมีทางเลือกมากขึ้น

จุดเปลี่ยนของอาร์ม
06

ทักษะเริ่มเปิดประตู

ครั้งแรกที่ผมเริ่มเห็นว่า ‘ทักษะ’ เปลี่ยนชีวิตคนได้

ต่อมาผมได้ทำงานเป็นเชฟอาหารญี่ปุ่น เงินเดือนประมาณ 15,000 บาท ช่วงนั้นผมได้รู้จักกับอาจารย์ชาวญี่ปุ่น Morita-san และเริ่มเข้าใจภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นทีละนิด

มันเป็นช่วงที่ทำให้ผมเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง คนที่มีทักษะมากขึ้น ไม่ได้แค่ทำงานได้มากขึ้น แต่เขามีทางเลือกในชีวิตมากขึ้นด้วย

สำหรับคนอื่น การเรียนภาษาอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับผมในตอนนั้น มันเหมือนเปิดประตูบานเล็ก ๆ ให้ผมเริ่มเชื่อว่า ชีวิตอาจไม่ได้ถูกล็อกไว้กับงานเดิมและเงินเดือนเดิมตลอดไป

ครั้งนั้นผมเริ่มเชื่อจริง ๆ ว่า ถ้าเพิ่มทักษะ ชีวิตก็อาจเพิ่มทางเลือกให้เรา

ชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนของอาร์ม
07

เริ่มมองหาทางอื่น

ตอนนั้นผมยังเป็นพนักงานประจำ แต่เริ่มรู้ว่าชีวิตต้องมีทางอื่น

ตอนนั้นผมยังทำงานประจำเหมือนเดิม แต่เริ่มรู้จักการ DCA Bitcoin และเริ่มลองเข้ามาเทรดทอง

ช่วงแรกผมคิดว่าการเทรดอาจเป็นอีกทางหนึ่งของชีวิต แต่ความจริงคือพอร์ตแตกจนแทบกลายเป็นเรื่องธรรมดา เติมใหม่ เทรดใหม่ แล้วก็พังใหม่

ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองผิดตรงไหน รู้แค่ว่าผมเริ่มไม่ไหวกับชีวิตงานประจำแล้ว

ทุกวันยังต้องตื่นตามเวลา ไปทำงานตามเวลา และใช้ชีวิตตามตารางที่คนอื่นกำหนด

ผมอยากออกไปจากชีวิตแบบเดิม แต่ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า ทางออกที่ถูกต้องจริง ๆ อยู่ตรงไหน

ผมเริ่มรู้ว่า แค่อยากมีอิสระยังไม่พอ ถ้าเรายังไม่มีทักษะที่จะพาตัวเองไปถึงมัน

ภาพตัวตนของอาร์ม
08

ลองออกไปหาโอกาสใหม่

ผมลองเปลี่ยนทาง แล้วเสียเงินไปกว่า 300,000 บาท

หลังจากเริ่มรู้สึกไม่ไหวกับงานประจำ ผมพยายามออกไปลองทำอะไรใหม่ ๆ และเข้าไปทำงานเกี่ยวกับแรงงาน

ช่วงแรกมันก็ดูเหมือนจะไปได้

ผมคิดว่าบางทีนี่อาจเป็นอีกทางที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยน

แต่สุดท้ายผมโดนโกงเงินไปกว่า 300,000 บาท

เงินที่กว่าจะหาได้แต่ละบาท หายไปในช่วงเวลาที่ผมกำลังพยายามสร้างชีวิตใหม่ให้ตัวเอง

ช่วงนั้นผมแทบไม่ได้ดูแลสุขภาพตัวเองเลย เครียด กินไม่เป็นเวลา น้ำหนักขึ้น และร่างกายเริ่มสะท้อนสิ่งที่ผมกำลังแบกอยู่

ภายนอกผมยังทำเหมือนตัวเองไหว แต่จริง ๆ ข้างในมันหนักมาก

ผมได้รู้ว่า ความพยายามอย่างเดียวไม่พอ ถ้าเราไม่เข้าใจความเสี่ยงของสิ่งที่กำลังทำ

เส้นทางที่ยังต้องสร้างต่อ
09

เริ่มหยุดเดา

ครั้งแรกที่ผมยอมเสียเงิน เพื่อเรียนให้มันจริงจัง

หลังจากพอร์ตแตกมาหลายครั้ง ผมเริ่มยอมรับกับตัวเองว่า ถ้ายังทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็คงไม่เปลี่ยน

ครั้งนี้ผมตัดสินใจยอมเสียเงินเพื่อเรียน Master Class อย่างจริงจัง

เป็นคลาสเดียวกับที่วันนี้ผมอยากให้คนที่กำลังเริ่มต้น ได้เริ่มจากพื้นฐานแบบเดียวกัน

ตอนนั้นผมยังไม่ได้เก่ง ยังไม่ได้รู้ทุกอย่าง

แต่เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มเข้าใจว่า การเทรดไม่ได้มีแค่การหาว่าจะ Buy หรือ Sell ตรงไหน

มันมีทั้งพื้นฐาน Risk Process และวิธีคิดที่ผมไม่เคยมีมาก่อน

วันนั้นผมเริ่มเข้าใจว่า ค่าเรียนอาจแพงครั้งเดียว แต่การไม่ยอมเรียนให้ถูก อาจทำให้เราเสียเงินซ้ำไปเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งช่วงชีวิตของอาร์ม
10

ได้สิ่งที่เคยคิดว่าอยากได้

ผมต่อสู้จนได้เป็นผู้จัดการ แล้วทำไมชีวิตยังไม่รู้สึกเปลี่ยน?

ผมทำงานมานานมาก จากคนที่เริ่มอยู่ข้างล่าง จนวันหนึ่งผมได้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการร้าน

ถ้ามองจากข้างนอก มันเหมือนชีวิตกำลังดีขึ้น

ตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้น มีคนเรียกเราว่าผู้จัดการ

ผมควรจะรู้สึกภูมิใจ และผมก็ภูมิใจที่ตัวเองเดินมาได้ถึงตรงนี้

แต่พออยู่กับมันจริง ๆ ผมกลับรู้สึกว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดคือความรับผิดชอบ

งานมากขึ้น เรื่องให้คิดมากขึ้น คนที่ต้องดูแลมากขึ้น

แต่เวลาของชีวิตผมไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

ผมเคยใช้คำแรงกับตัวเองว่า ‘ทาส’

ไม่ใช่เพราะผมดูถูกอาชีพตัวเอง แต่เพราะผมรู้สึกว่า ต่อให้ตำแหน่งสูงขึ้นแค่ไหน เวลาของผมก็ยังไม่ได้เป็นของผมจริง ๆ

วันนั้นผมได้รู้ว่า ตำแหน่งที่สูงขึ้น ไม่ได้แปลว่าเรามีอิสระมากขึ้นเสมอไป

อีกหนึ่งเรื่องราวของอาร์ม
11

วันที่ยอมปล่อยความมั่นคง

ผมออกจากงานมาเป็น Full-Time แล้วเกือบไม่มีกิน

สุดท้ายผมตัดสินใจออกจากงานประจำ

วันที่ออกมา ผมคิดว่าตัวเองกำลังเลือกอิสระ

แต่ความจริงในช่วงแรก มันไม่ได้สวยเหมือนภาพที่ผมเคยคิดไว้เลย

ไม่มีเงินเดือนรออยู่ตอนสิ้นเดือน ไม่มีรายได้ที่แน่นอน ไม่มีใครรับประกันว่าเดือนหน้าผมจะมีเงินเท่าไหร่

บางช่วงชีวิตหนักจนเกือบไม่มีเงินกิน

ตอนนั้นผมถึงได้เข้าใจว่า การออกจากงานไม่ได้ทำให้เราเป็นอิสระทันที

มันแค่เอาความมั่นคงแบบเดิมออกไป แล้วโยนความรับผิดชอบทั้งหมดกลับมาให้เรา

ถ้าผมพลาด ผมต้องรับเอง ถ้าผมไม่มีรายได้ ผมต้องแก้เอง ถ้าผมไม่พัฒนา ผมก็ไม่มีใครช่วยชีวิตผมแทนได้

วันที่ผมออกจากงาน ไม่ใช่วันที่ชีวิตง่ายขึ้น แต่มันคือวันที่ผมต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองเต็ม ๆ

เส้นทางของอาร์ม
12

จากคนที่ไม่รู้อะไร

วันนี้ผมมาเป็น Master TMC แต่ผมก็เริ่มจากศูนย์เหมือนกัน

วันนี้ผมมายืนอยู่ในจุดที่ได้เป็น Master TMC และได้ดูแลคนที่กำลังพยายามพัฒนาการเทรดของตัวเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนรู้คือ

ผมไม่ได้เริ่มจากคนที่เก่ง ไม่ได้เริ่มจากคนที่มีความรู้ และไม่ได้มีใครการันตีว่าผมจะมาถึงตรงนี้ได้

ผมเคยไม่รู้ เคยพอร์ตแตก เคยเทรดตามอารมณ์ เคยเลือกผิด เคยเสียเงิน และเคยผ่านช่วงที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตจะไปทางไหนต่อ

สิ่งที่ทำให้ผมมาถึงวันนี้ ไม่ใช่เพราะวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาแล้วเก่ง

แต่มันคือการค่อย ๆ เรียน ค่อย ๆ ฝึก เก็บ Data Review ตัวเอง และยอมรับข้อผิดพลาดที่เมื่อก่อนผมไม่เคยอยากยอมรับ

ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนเดินตามชีวิตของผม

ผมแค่อยากให้สิ่งที่ผมเคยพัง กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้คนข้างหลังไม่ต้องเสียเวลาพังเรื่องเดิมนานเท่าผม

จุดเริ่มต้นไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน สิ่งที่คุณยอมเรียนรู้และแก้ต่างหากที่เปลี่ยนปลายทาง

FROM STORY TO SYSTEM

สิ่งที่อาร์มอยากให้คนจำ ไม่ใช่แค่ภาพสำเร็จ

แต่คือวันที่ยังไม่พร้อม วันที่ยังไม่รู้ และวันที่ต้องเริ่มสร้างบางอย่างให้ตัวเองจริง ๆ ก่อนที่มันจะกลายเป็นระบบที่พาคนอื่นเริ่มถูกทางได้

คุยกับทีม →